เมื่อหลายวันก่อนผมมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 14 ปี เราเคยเรียนด้วยกันเมื่อสมัยที่ผมอยู่อิตาลี เธอเป็นคนที่ผมเคยปิ๊งเมื่อสมัยเด็กๆ และเธอชื่อว่าฮันน่า

 

ฮันน่าเป็นคนฟินแลนด์ พ่อของเธอทำงานอยู่องค์การอาหารและยา ก็เลยทำให้เธอต้องย้ายมาอยู่ที่ประเทศอิตาลี ในวัยเด็กเธอเป็นสาวผมบลอนด์ที่ป็อบปูล่ามาก เธอน่าจะเป็นคนแรกๆที่ริเริ่มเทรนด์ในการคบกับใครซักคนเป็นแฟน ตอนนั้นพวกเราเพิ่งจะอายุ 13 ปี การได้ชอบใครซักคนและการได้ขอใครซักคนเป็นแฟน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ พอเล่ามาถึงตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่าผมกับฮันน่าเคยเป็นแฟนกันรึปล่าว คำตอบก็คือว่า เปล่าเลย ผมไม่เคยได้เป็นแฟนกับเธอหรอก จะว่าไปแล้ว ผมไม่เคยได้เป็นแฟนกับใครเลยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผมอยู่ที่นั่น ผมเป็นเพียงเด็กเอเชียหน้าตาแหยๆ ที่ไม่ค่อยเท่ห์ซักเท่าไหร่ ผมย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนอังกฤษที่เต็มไปด้วยฝรั่ง และแน่นอนว่าด้วยภูมิความรู้ภาษาอังกฤษของเด็ก ป.5 ผมสามารถพุดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อมากๆ  

 

Good morning ?

How are you ?

What’s your name ?

Where’re you from ?

 

ผมพูดได้แค่นี้ มากกว่านี้หรือตอบมาเป็นชื่อประเทศที่แปลกๆหรือตอบอะไรยาวๆมามากกว่านี้ ผมไม่เข้าใจ พ่อของผมมาประจำเป็นทูตทหารเรือประจำกรุงโรม ประเทศอิตาลี ส่วนผมและครอบครัวก็แค่ตามมาด้วย ภาษาอังกฤษของผมที่ว่าแย่แล้ว ผมกลับต้องเจออะไรที่แย่ไปกว่านั้นอีก นั่นก็คือผมต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสและภาษาอิตาเลี่ยนเพิ่ม ผมพยายามเรียนทั้ง 3 ภาษาอย่างกระท่อนกระแท่น ภาษาอังกฤษอย่างเดียวยังไปไม่รอดเลย ยังต้องมาเรียนภาษาอื่นที่สอนด้วยภาษาอังกฤษอีก ในไม่ช้าผมก็ถูกตัดวิชาภาษาฝรั่งเศสออกจากภาษาต่างประเทศที่ต้องเรียน และเวลาที่เพื่อนๆไปเรียนภาษาฝรั่งเศส ผมก็ต้องไปนั่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คนเดียว เชื่อหรือยังครับ ว่าผมมันไม่เท่ห์เอาเสียเลย ผิดกับฮันน่า ที่เธอทั้งสวย ทั้งเท่ห์ ทั้งเก่ง เรียนก็ดี กีฬาก็เด่น ไม่แปลกเลยที่เธอจะมีผู้ชายวนเวียนมาบอกว่าชอบ แล้วก็ขอเป็นแฟนด้วยเสมอๆ และฮันน่าก็จะตอบตกลงแทบจะทุกคน ซึ่งถ้าจะให้นับ ด้วยความที่โรงเรียนเป็นเพียงโรงเรียนในชานเมืองเล็กๆ จะให้พูดว่าฮันน่าเคยเป็นแฟนกับนักเรียนชายเกือบหมดทั้งโรงเรียน ก็คงไม่ผิด แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วไม่ดีสักหน่อย เพราะจริงๆแล้วการเป็นแฟนของเด็กๆอย่างพวกเรา ก็มีแค่เดินไปเดินมาจับมือกัน แล้วก็มีจุ๊บกันบ้างนิดๆหน่อยๆให้พอเขินเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะผมไม่เคยบอกเธอว่าชอบหรือขอเธอเป็นแฟน ผมเก็บความรู้สึกชอบเธอไว้เงียบๆ แล้วก็เปลี่ยนไปชอบคนอื่นแบบเงียบๆและบางครั้งก็แบบไม่เงียบแทน เวลาที่อิตาลีผ่านไป 3 ปี ผมกลับมาอยู่ที่เมืองไทย แล้วเราก็เพิ่งหากันจนเจออีกครั้งใน facebook เมื่อปีที่ผ่านมา

 

มันเป็นเรื่องน่าตลกที่ครั้งสุดท้ายที่เราจากกัน โรงเรียนของเราเพิ่งจะซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่ แล้วก็เพิ่งจะเริ่มสอนโปรแกรมวินโดว์ให้กับเด็กๆ ซึ่งถ้าคุณสงสัยหรือเกิดคำถามในใจว่าก่อนหน้านั้น หน้าจอของคอมพิวเตอร์สมัยนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบก็คือเป็น จอดำๆที่มีตัวหนังสือเป็นสีเขียวเรืองแสงเหมือนในหนังสายลับเชยๆนั่นเอง 14 ปีของการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ ใครจะไปเชื่อว่า อินเตอร์เน็ต จะทำให้เหล่าบรรดาเพื่อนๆที่พลัดพรากได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พวกเราทุกคนล้วนโหยหาความทรงจำในวัยเด็กที่ขาดหาย เพื่อนของผมบางคนถึงขั้นเสิร์ชค้นหาชื่อของผมจาก กูเกิ้ล ก่อนที่จะมาเจอกันจนได้ใน facebook

 

ข้อความใน facebook จากฮันน่าถูกส่งมาเพื่อบอกว่า

 

เธอจะเดินทางไปเขมรและแวะมาเที่ยวต่อที่เมืองไทย 3 วัน ... ถ้าผมว่าง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะได้เจอกัน

 

ทันทีที่ผมได้เห็นข้อความ ผมเกิดความรู้สึกทั้งดีใจและลำบากใจ ผมดีใจที่จะได้เจอฮันน่า (ที่มากับแฟน) แต่ผมก็กำลังลำบากใจ เพราะว่าสถานะการเงินของผมกำลังตกอยู่ในสถานะที่ไม่สู้ดีซักเท่าไหร่ภายหลังจากที่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มไปถึง 2 หมื่นกว่าบาท แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานอุตสาห์มาและนึกถึง ผมก็จะต้องให้การต้อนรับแบบสุดความสามารถ

 

การได้เจอกับฮันน่าเป็นเรื่องที่สนุก ผมกอดเธออย่างเขินๆที่สนามบิน เราคุยกันถึงเรื่องนิสัย การศึกษา การงาน วัฒนธรรม และการเมือง ที่ประเทศฟินแลนด์กำลังมืดทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา 3 เดือน พวกเธอ (เธอและแฟน) ก็เลยเดินทางมาเที่ยวประเทศที่แดดออกเป็นปกติแบบเขมรแล้วก็ไทย ผมพาเธอไปเยาวราช เรากินอาหารทะเลกัน รุ่งขึ้นผมพาเธอไปวัด ไปช๊อปปิ้ง แล้ววันสุดท้ายไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก ทุกๆเย็นๆเราจะนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆระลึกถึงวันเก่าๆ ซึ่งเต็มไปด้วยบทสนทนาขำๆและแปลกๆ เช่น

 

ผม : แต่ก่อนจำได้มั้ยที่โรงเรียนจะพาพวกเราไปเที่ยวเมืองนีซ แล้วเธอกับพวกผู้หญิงก็ดันงี่เง่าที่คิดจะประท้วงเพื่อขอไปประเทศอื่นที่ไกลกว่าฝรั่งเศส ?

 

ฮันน่า : จำได้มั้ยว่าเธอเคยชอบมาทิน่า ?

ผม : จำได้ๆ มาดูอีกทีใน facebook ไหงหน้าเหมือนม้าขนาดนี้ก็ไม่รู้ !

 

ผม : ไหนจะเรเชลอีก รูปโปรไฟล์ใน facebook อืดจนหน้าจะล้นกรอบอยู่แล้ว

ฮันน่า : ฮ่าๆ

ผม : ไม่อยากเชื่อเลยว่าแต่ก่อนเคยจะทะเลาะกับจอห์นเพื่อแย่งยัยนี่ด้วย

ฮันน่า : ฮ่าๆ

 

ผม : จำได้มั้ยว่าเวลาวันเกิดแล้วจะต้องมีเต้นรำกันด้วย ?

ฮันน่า : จำได้ๆ

ผม : ที่จะต้องปิดไฟ แล้วก็เปิดเพลงช้า จับคู่กันเต้นรำ

ฮันน่า : แล้วแอนดรูว์ที่ไม่มีใครอยากเต้นรำด้วยก็จะไปนั่งถือไฟฉายแกว่งไปมา ให้เหมือนไฟในดิสโก้

ผม : ฮ่าๆ

ฮันน่า : จริงๆแล้วฉันเป็นคนแรกที่คิดค้นการเต้นรำนี้ขึ้นมานะเนี่ย !

 

ผม : จำได้มั้ยเมื่อตอนที่โรงเรียนมีพาไปเข้าค่ายที่ฟาร์มเมืองพาสซิงยาโน่ แล้วพอตอนดึกๆพวกเธอก็ชอบมาชวนผมและเพื่อนออกไปข้างนอก

ฮันน่า : ฮ่าๆ ใช่ๆ แต่เธอกลัว ...

ผม : ไม่ได้กลัว แต่ขี้เกียจไป

ฮันน่า : ตอนนั้น อยู่ๆมิสิสฟรานเชสกินี่ (อาจาร์ยใหญ่) ก็เข้ามา แล้วฉันก็ต้องกระโดดเข้าไปแอบในเตียงเธอ

ผม : ฮ่าๆ ตอนนั้น อารีธ่ากับฟาเบีย ก็มาด้วยนี่

 

ผม : ยังจำได้เลยที่ฟาเบีย เคยเขียนจดหมายรักให้ แล้วบอกว่าเป็นแฟนกันนะ ไม่ต้องมีจูบกันก็ได้

ฮันน่า : ฮ่าๆ

 

ผม : แล้วจำได้มั้ย ตอนที่เราชอบญาติเธอที่ชื่อ อานู แล้วเราก็ไปเดินเล่นกัน 3 คน

ฮันน่า : อืมมม น่าจะจำได้นะ

ผม : แล้วอยู่ๆเธอก็พูดโพร่งออกมาถามเราว่า นายมีสเปิร์มหรือเปล่า ?”

ฮันน่า : ฮ่าๆๆๆๆ

ผม : เพราะเมื่อคืนเธอไปค้างบ้าน อานู แล้วบ้านหล่อนก็มีเคเบิ้ลทีวีที่มีหนังโป๊ พอเธอได้ดูเธอก็มาถามฉัน

ฮันน่า : ฮ่าๆๆๆๆ

 

เรื่องเก่าๆในวัยเด็ก ทำเอาพวกเราหัวเราะจนหน้าแดง บทสนทนาพาเอาพวกเราระลึกถึงความหลังหลายต่อหลายเรื่อง ทุกเรื่องถูกขุดขึ้นมาพูดคุยเพื่อหวนรำลึกความทรงจำ เราหัวเราะกันอย่างมีความสุข จนมาถึงคำถามพื้นๆที่ผมถามออกไป

  </