สุขและเศร้าล้วนเป็นนิรันดร์
posted on 01 Apr 2009 13:03 by sillyrabbit
เมื่อหลายวันก่อนผมมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 14 ปี เราเคยเรียนด้วยกันเมื่อสมัยที่ผมอยู่อิตาลี เธอเป็นคนที่ผมเคยปิ๊งเมื่อสมัยเด็กๆ และเธอชื่อว่าฮันน่า
ฮันน่าเป็นคนฟินแลนด์ พ่อของเธอทำงานอยู่องค์การอาหารและยา ก็เลยทำให้เธอต้องย้ายมาอยู่ที่ประเทศอิตาลี ในวัยเด็กเธอเป็นสาวผมบลอนด์ที่ป็อบปูล่ามาก เธอน่าจะเป็นคนแรกๆที่ริเริ่มเทรนด์ในการคบกับใครซักคนเป็นแฟน ตอนนั้นพวกเราเพิ่งจะอายุ 13 ปี การได้ชอบใครซักคนและการได้ขอใครซักคนเป็นแฟน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ พอเล่ามาถึงตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่าผมกับฮันน่าเคยเป็นแฟนกันรึปล่าว คำตอบก็คือว่า เปล่าเลย ผมไม่เคยได้เป็นแฟนกับเธอหรอก จะว่าไปแล้ว ผมไม่เคยได้เป็นแฟนกับใครเลยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผมอยู่ที่นั่น ผมเป็นเพียงเด็กเอเชียหน้าตาแหยๆ ที่ไม่ค่อยเท่ห์ซักเท่าไหร่ ผมย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนอังกฤษที่เต็มไปด้วยฝรั่ง และแน่นอนว่าด้วยภูมิความรู้ภาษาอังกฤษของเด็ก ป.5 ผมสามารถพุดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อมากๆ
Good morning ?
How are you ?
What’s your name ?
Where’re you from ?
ผมพูดได้แค่นี้ มากกว่านี้หรือตอบมาเป็นชื่อประเทศที่แปลกๆหรือตอบอะไรยาวๆมามากกว่านี้ ผมไม่เข้าใจ พ่อของผมมาประจำเป็นทูตทหารเรือประจำกรุงโรม ประเทศอิตาลี ส่วนผมและครอบครัวก็แค่ตามมาด้วย ภาษาอังกฤษของผมที่ว่าแย่แล้ว ผมกลับต้องเจออะไรที่แย่ไปกว่านั้นอีก นั่นก็คือผมต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสและภาษาอิตาเลี่ยนเพิ่ม ผมพยายามเรียนทั้ง 3 ภาษาอย่างกระท่อนกระแท่น ภาษาอังกฤษอย่างเดียวยังไปไม่รอดเลย ยังต้องมาเรียนภาษาอื่นที่สอนด้วยภาษาอังกฤษอีก ในไม่ช้าผมก็ถูกตัดวิชาภาษาฝรั่งเศสออกจากภาษาต่างประเทศที่ต้องเรียน และเวลาที่เพื่อนๆไปเรียนภาษาฝรั่งเศส ผมก็ต้องไปนั่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คนเดียว เชื่อหรือยังครับ ว่าผมมันไม่เท่ห์เอาเสียเลย ผิดกับฮันน่า ที่เธอทั้งสวย ทั้งเท่ห์ ทั้งเก่ง เรียนก็ดี กีฬาก็เด่น ไม่แปลกเลยที่เธอจะมีผู้ชายวนเวียนมาบอกว่าชอบ แล้วก็ขอเป็นแฟนด้วยเสมอๆ และฮันน่าก็จะตอบตกลงแทบจะทุกคน ซึ่งถ้าจะให้นับ ด้วยความที่โรงเรียนเป็นเพียงโรงเรียนในชานเมืองเล็กๆ จะให้พูดว่าฮันน่าเคยเป็นแฟนกับนักเรียนชายเกือบหมดทั้งโรงเรียน ก็คงไม่ผิด แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วไม่ดีสักหน่อย เพราะจริงๆแล้วการเป็นแฟนของเด็กๆอย่างพวกเรา ก็มีแค่เดินไปเดินมาจับมือกัน แล้วก็มีจุ๊บกันบ้างนิดๆหน่อยๆให้พอเขินเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะผมไม่เคยบอกเธอว่าชอบหรือขอเธอเป็นแฟน ผมเก็บความรู้สึกชอบเธอไว้เงียบๆ แล้วก็เปลี่ยนไปชอบคนอื่นแบบเงียบๆและบางครั้งก็แบบไม่เงียบแทน เวลาที่อิตาลีผ่านไป 3 ปี ผมกลับมาอยู่ที่เมืองไทย แล้วเราก็เพิ่งหากันจนเจออีกครั้งใน facebook เมื่อปีที่ผ่านมา
มันเป็นเรื่องน่าตลกที่ครั้งสุดท้ายที่เราจากกัน โรงเรียนของเราเพิ่งจะซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่ แล้วก็เพิ่งจะเริ่มสอนโปรแกรมวินโดว์ให้กับเด็กๆ ซึ่งถ้าคุณสงสัยหรือเกิดคำถามในใจว่าก่อนหน้านั้น หน้าจอของคอมพิวเตอร์สมัยนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบก็คือเป็น จอดำๆที่มีตัวหนังสือเป็นสีเขียวเรืองแสงเหมือนในหนังสายลับเชยๆนั่นเอง 14 ปีของการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ ใครจะไปเชื่อว่า อินเตอร์เน็ต จะทำให้เหล่าบรรดาเพื่อนๆที่พลัดพรากได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พวกเราทุกคนล้วนโหยหาความทรงจำในวัยเด็กที่ขาดหาย เพื่อนของผมบางคนถึงขั้นเสิร์ชค้นหาชื่อของผมจาก กูเกิ้ล ก่อนที่จะมาเจอกันจนได้ใน facebook
ข้อความใน facebook จากฮันน่าถูกส่งมาเพื่อบอกว่า …
เธอจะเดินทางไปเขมรและแวะมาเที่ยวต่อที่เมืองไทย 3 วัน ... ถ้าผมว่าง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะได้เจอกัน
ทันทีที่ผมได้เห็นข้อความ ผมเกิดความรู้สึกทั้งดีใจและลำบากใจ ผมดีใจที่จะได้เจอฮันน่า (ที่มากับแฟน) แต่ผมก็กำลังลำบากใจ เพราะว่าสถานะการเงินของผมกำลังตกอยู่ในสถานะที่ไม่สู้ดีซักเท่าไหร่ภายหลังจากที่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มไปถึง 2 หมื่นกว่าบาท แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานอุตสาห์มาและนึกถึง ผมก็จะต้องให้การต้อนรับแบบสุดความสามารถ
การได้เจอกับฮันน่าเป็นเรื่องที่สนุก ผมกอดเธออย่างเขินๆที่สนามบิน เราคุยกันถึงเรื่องนิสัย การศึกษา การงาน วัฒนธรรม และการเมือง ที่ประเทศฟินแลนด์กำลังมืดทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา 3 เดือน พวกเธอ (เธอและแฟน) ก็เลยเดินทางมาเที่ยวประเทศที่แดดออกเป็นปกติแบบเขมรแล้วก็ไทย ผมพาเธอไปเยาวราช เรากินอาหารทะเลกัน รุ่งขึ้นผมพาเธอไปวัด ไปช๊อปปิ้ง แล้ววันสุดท้ายไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก ทุกๆเย็นๆเราจะนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆระลึกถึงวันเก่าๆ ซึ่งเต็มไปด้วยบทสนทนาขำๆและแปลกๆ เช่น
ผม : แต่ก่อนจำได้มั้ยที่โรงเรียนจะพาพวกเราไปเที่ยวเมืองนีซ แล้วเธอกับพวกผู้หญิงก็ดันงี่เง่าที่คิดจะประท้วงเพื่อขอไปประเทศอื่นที่ไกลกว่าฝรั่งเศส ?
ฮันน่า : จำได้มั้ยว่าเธอเคยชอบมาทิน่า ?
ผม : จำได้ๆ มาดูอีกทีใน facebook ไหงหน้าเหมือนม้าขนาดนี้ก็ไม่รู้ !
ผม : ไหนจะเรเชลอีก รูปโปรไฟล์ใน facebook อืดจนหน้าจะล้นกรอบอยู่แล้ว
ฮันน่า : ฮ่าๆ
ผม : ไม่อยากเชื่อเลยว่าแต่ก่อนเคยจะทะเลาะกับจอห์นเพื่อแย่งยัยนี่ด้วย
ฮันน่า : ฮ่าๆ
ผม : จำได้มั้ยว่าเวลาวันเกิดแล้วจะต้องมีเต้นรำกันด้วย ?
ฮันน่า : จำได้ๆ
ผม : ที่จะต้องปิดไฟ แล้วก็เปิดเพลงช้า จับคู่กันเต้นรำ
ฮันน่า : แล้วแอนดรูว์ที่ไม่มีใครอยากเต้นรำด้วยก็จะไปนั่งถือไฟฉายแกว่งไปมา ให้เหมือนไฟในดิสโก้
ผม : ฮ่าๆ
ฮันน่า : จริงๆแล้วฉันเป็นคนแรกที่คิดค้นการเต้นรำนี้ขึ้นมานะเนี่ย !
ผม : จำได้มั้ยเมื่อตอนที่โรงเรียนมีพาไปเข้าค่ายที่ฟาร์มเมืองพาสซิงยาโน่ แล้วพอตอนดึกๆพวกเธอก็ชอบมาชวนผมและเพื่อนออกไปข้างนอก
ฮันน่า : ฮ่าๆ ใช่ๆ แต่เธอกลัว ...
ผม : ไม่ได้กลัว แต่ขี้เกียจไป
ฮันน่า : ตอนนั้น อยู่ๆมิสิสฟรานเชสกินี่ (อาจาร์ยใหญ่) ก็เข้ามา แล้วฉันก็ต้องกระโดดเข้าไปแอบในเตียงเธอ
ผม : ฮ่าๆ ตอนนั้น อารีธ่ากับฟาเบีย ก็มาด้วยนี่
ผม : ยังจำได้เลยที่ฟาเบีย เคยเขียนจดหมายรักให้ แล้วบอกว่าเป็นแฟนกันนะ ไม่ต้องมีจูบกันก็ได้
ฮันน่า : ฮ่าๆ
ผม : แล้วจำได้มั้ย ตอนที่เราชอบญาติเธอที่ชื่อ อานู แล้วเราก็ไปเดินเล่นกัน 3 คน
ฮันน่า : อืมมม น่าจะจำได้นะ
ผม : แล้วอยู่ๆเธอก็พูดโพร่งออกมาถามเราว่า “นายมีสเปิร์มหรือเปล่า ?”
ฮันน่า : ฮ่าๆๆๆๆ
ผม : เพราะเมื่อคืนเธอไปค้างบ้าน อานู แล้วบ้านหล่อนก็มีเคเบิ้ลทีวีที่มีหนังโป๊ พอเธอได้ดูเธอก็มาถามฉัน
ฮันน่า : ฮ่าๆๆๆๆ
เรื่องเก่าๆในวัยเด็ก ทำเอาพวกเราหัวเราะจนหน้าแดง บทสนทนาพาเอาพวกเราระลึกถึงความหลังหลายต่อหลายเรื่อง ทุกเรื่องถูกขุดขึ้นมาพูดคุยเพื่อหวนรำลึกความทรงจำ เราหัวเราะกันอย่างมีความสุข จนมาถึงคำถามพื้นๆที่ผมถามออกไป
ว่ามีใครตายบ้างไหม ?
ฮันน่าตอบกลับมาว่ามี
คือ มิสดอว์
ความรู้สึกของผมรู้สึกเหมือนถูกดูดจมหายลงไปในความว่างเปล่า มิสดอว์ เป็นครูที่มาใหม่ตอนผมอยู่ ม.1 เธอเริ่มจากมาสอนวิชาศิลปะ แล้วก็มาเป็นครูประจำชั้นตอน ม.2 พร้อมๆกับสอนวิชาภาษาอังกฤษ มิสดอว์เป็นครูสาวที่อายุน้อย เธอไม่ได้เป็นคนสวย แต่เธอมักจะร่าเริงอยู่เสมอ ตัวสูง ผมสั้น หน้าตกกระเยอะๆ มีบ้างบางครั้งที่เธอโกรธพวกเรา แต่เธอก็จะท้าวสะเอว แล้วมองจ้องพวกเราแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง แล้วก็หัวเราะ สิ่งสำคัญที่ทำให้มิสดอว์ต่างจากครูคนอื่น นั่นก็คือเธอเป็นครูคนแรกที่ให้นักเรียนช่วยกันเขียนบทละครคริสต์มาส แล้วก็แบ่งบทให้นักเรียนทุกคนมีบทพูดและความเด่นไล่เลี่ยกัน ซึ่งสำหรับผมที่ปีแรกไม่มีบทพูด และปีที่สองมีแค่ ประโยคสั้นๆประโยคเดียวนั้น ทำให้ผมรู้สึกดีมากๆเลยทีเดียว ปีนั้นละครเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูตไฟบนภูเขาแห่งหนึ่งในรัสเซีย พวกเราช่วยกันทำฉาก ทำชุด มีท่าเต้น มีร้องเพลง ผมจำได้ดีว่ามันเป็นละครที่สนุกมาก
อีกหนึ่งเรื่องที่ผมรู้สึกดีกับมิสดอว์ ก็คือมีอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนของผมกำลังอ่านการ์ตูนที่ผมเขียนในเวลาเรียน แล้วมิสดอว์ก็หยิบไปอ่าน แต่แทนที่เธอจะโกรธ เธอกลับชมผมด้วยดวงตาที่เป็นประกาย พร้อมกับถามผมว่า
โตขึ้นอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเหรอ ?
แล้วมิสดอว์ก็ชื่นชมผมอีกหลายครั้ง พูดซ้ำๆไปมาว่าผมมีพรสวรรค์ คำพูดเหล่านั้นทำผมรู้สึกว่าตัวเองมีความพิเศษ รู้สึกดีใจที่ความสามรถที่เราภูมิใจ ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่
มิสดอว์ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทิ้งสามีที่เพิ่งแต่งงาน และลูกที่เพิ่งคลอดได้เพียงหนึ่งเดือนไว้บนโลกใบนี้ ผมหยุดนิ่งกับสิ่งที่ฮันน่าเล่า แม้น้ำตาจะไม่ได้ไหลในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าในใจของผมกำลังร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น แม้ว่าเรื่องๆนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอีกซีกหนึ่งของโลก แต่แล้วในที่สุดมันก็เดินทางลอยมาเพื่อมาพบผม เหมือนอยากจะรู้ว่าหัวใจของผมจะยังคงรัก แล้วจะเศร้าโศกเสียใจไหม ผมเขียนมาถึงตรงนี้ด้วยตาที่พร่ามัวเพราะหยดน้ำตา พร้อมกับคำพูดในใจซ้ำไปซ้ำมาว่า
ผมรักมิสดอว์ และเสียใจเหลือเกิน
ชอบ
มาสเตอร์แชมป์

ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรนอกจากนี้
รูปน่ารักดี
#1 By
มาสเตอร์แชมป์ on 2009-04-01 13:32