[ถ้าใครคิดว่าทริปการเดินทางไปไต้หวันของผมจบไปแล้วนั้น ... ผิดถนัด !]

 

ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเปิดทีวีที่กำลังฉายภาพข่าวเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น มรกตที่กำลังเข้าถล่มทางตอนใต้ของใต้หวัน ภาพในข่าวแสดงให้เห็นถึงพืชผลทางการเกษตรมากมายที่ชาวเกษตรกรใต้หวันได้สูญเสีย ทุกอย่างดูเศร้า แต่กระนั้นก็ยังไม่วายที่ตากล้องจะจัดฉากให้ถ่ายมุมต่ำแล้วมีลูกส้มที่หล่นอยู่กับพื้นเป็น fore ground  พร้อมกับสั่งให้เกษตรกรช่วยกลิ้งลูกส้มจากไกลๆมาที่หน้ากล้องเพื่อเพิ่มฉากบีบคั้นอารมณ์ให้กับคนดู ผมมองดูนาฬิกาว่าเป็นเวลา 7 โมงเช้า อาหลงไกด์และรูมเมทของผมตื่นขึ้นมาแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เราตกลงกันไว้ว่าเวลาเตรียมตัวของเราคือ 7 – 8 – 9 นั่นคือตื่นนอนตอน 7 โมง กินข้าวเช้า 8 โมง และล้อหมุนตอน 9 โมง ซึ่งต้องสารภาพกันตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบและไม่ค่อยชินกับรูปแบบการมาเที่ยวแบบทัวร์แบบนี้ซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการที่ต้องฝืนตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าทั้งๆที่เมื่อคืนนี้ผมเพิ่งออกไปเถลไถลมา

 

ฟังไม่ผิดหรอกครับว่า คืนแรกที่ผมมาถึง ผมก็ออกไปท่องราตรีแล้ว

 

ไปคนเดียวด้วย !

 

อาหลงหันมาเห็นว่าผมนั้นตื่นแล้วพอดี จึงถามผมว่า เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง ? ผมตอบอาหลงไปว่าทุลักทุเล แต่ก็ลงเอยด้วยดี ผมกลับมาถึงห้องตอนตี 1 หรือตี 2 ก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้ ตอนนั้นอาหลงหลับไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นทางเรา 2 คนมีปัญหาเรื่องไม่มีห้องพักกับโรงแรมนิดหน่อย แต่พอปัญหาทุกอย่างลงตัว ผมก็จัดแจงอาบน้ำแล้วก็ออกไปข้างนอก ส่วนอาหลงนั้นก็ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนๆไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่นัก อาหลงเตือนให้ผมอย่าลืมรีบลงไปกินข้าว พร้อมกับย้ำผมว่ารถทัวร์ล้อหมุนตอน 9 โมงเช้า ผมบอกอาหลงไปว่าผมคงไม่กิน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับผมที่เป็นคนไม่ค่อยกินข้าวเช้าอยู่แล้ว แล้วอาหลงก็เปิดประตูออกจากห้องไป

 

ผมดึงตัวเองลุกขึ้นนั่งดูทีวี ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูว่าผมได้รับข้อความจากเพื่อนใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักกันเมื่อคืนไหม บนหน้าจอมือถือของผมก็มีข้อความใหม่เข้ามา 1 ข้อความ และแน่นอนว่าเป็นข้อความของเพื่อนใหม่คนนั้น เรารู้จักกันที่ผับชื่อ Lava ซึ่งตั้งอยู่แถวไหนก็ไม่รู้ เพราะว่าผมรู้เพียงแค่ว่าก่อนหน้านั้น ผมรู้จักแค่ผับที่ชื่อ Luxy กับ Room18 ที่แคชเชียร์ของร้านเสื้อผ้าเป็นคนเขียนลงบนหลังกระดาษใบเสร็จให้เท่านั้น แต่ทว่าจากที่ผมคิดว่ามันคงง่ายเหมือนแค่ยื่นกระดาษที่มีชื่อผับ 2 ผับนี้ให้แท็กซี่ดูแล้วแท็กซี่ก็คงจะพาผมไปถูก แต่แล้วในความเป็นจริงมันก็กลับไม่ง่ายเลย เพราะว่าไม่มีแท็กซี่คันไหนที่รู้จักและพาผมไปถูกซักคัน ยิ่งคันสุดท้ายที่รับผมไปจากหน้าโรงแรมแล้วทำทีท่าว่าจะโทรถามทางจากเพื่อนให้ก็กลับเอาผมไปปล่อยไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งมืดๆก็มืด และคนก็ไม่มี แล้วพอเวลาคนมี ก็ดันพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้อีก คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ ไม่รู้ทำไม พูดกันไม่ค่อยได้แบบแทบจะพูดกันไม่ได้เลย อย่างเช่นคำง่ายๆบอกแค่ชื่อก็ฟังกันไม่เข้าใจ แถมยังตอบภาษาจีนกลับมายาวเป็นหางว่าวอีกต่างหาก

 

ผมเรียกแท็กซี่เพื่อให้เขาขับย้อนไปตามทางที่ผมเพิ่งผ่านมา เพราะว่าผมรู้สึกว่าผมอาจจะเห็นผับคาราโอเกะของดาราไต้หวันคนหนึ่งที่พี่ยู้เล่าให้ฟังแว้บๆ แต่แล้วพอขับวนไปวนมาอยู่นาน ก็กลับหาผับๆนั้นไม่เจอ ผมบอกแท็กซี่คนนั้นไปว่าผมต้องการไป 2 ผับนี้ แต่เขาก็ไม่รู้จัก เราขับรถวนไปวนมาอยู่ซักพัก จนคนขับเผลอกลับรถผิดที่ และแล้วมอเตอร์ไซค์ตำรวจคันหนึ่งก็ขับมาขนาบข้างเรา แล้วก็เรียกให้คนขับเปิดประตูรถลงมา

 

ผมลงไปช่วยเจรจากับตำรวจแล้วพยายามอธิบายให้เขาฟังว่าผมต้องการไปผับ 2 แห่งนี้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถพาผมไปได้สักที ซึ่งแท็กซี่คันนี้ก็พยายามที่จะพาผมไป แต่แล้วก็เผลอกลับรถผิดโดยไม่ตั้งใจ ผมจึงอยากให้คุณตำรวจช่วยอภัยให้เขา ตำรวจคนนั้นนิ่งฟังผม ส่วนไอ้แท็กซี่คนนั้นก็กลับเริ่มชี้โบ้ชี้เบ้โบ้ยมาที่ผม เพื่อที่มันจะได้ไม่โดนปรับ ตำรวจขอพาสปอร์ตของผมไปดู แล้วก็ถามผมว่าระหว่าง 2 ผับนี้ผมอยากไปที่ไหน ผมตอบไปว่าที่ไหนก็ได้ ตำรวจจึงบอกทางให้กับแท็กซี่ แล้วแท็กซี่ก็พาผมไป Luxy

 

ใช่ครับ ... แล้ว Luxy เกี่ยวอะไรกับ Lava ?

 

นั่นล่ะครับคือประเด็น เพราะว่าเมื่อผมไปถึง Luxy ที่เป็นผับอยู่ชั้น 1 ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า Luxy นั้นปิด ผมจึงต้องไปถาม รปภ. ของห้างนั้นว่ารู้จักผับชื่อ Room 18 มั้ย แล้ว รปภ. จึงเขียนที่อยู่มาให้ ผมจึงนั่งแท็กซี่คันต่อไปเพื่อไปยัง Room 18

 

แต่แล้ว Room 18 ก็ปิดเหมือนกัน !

 

โชคยังดีที่ใกล้ๆกับ Room 18 ยังมีผับที่อลังการพร้อมแสงสีสดใส แล้วยังมีวัยรุ่นมายืนรอต่อแถวยาวเป็นกิโลฯอีก ซึ่งผับนั้นก็คือ Lava นั่นเอง ผมบอกกับแท็กซี่ไปว่า โอเค ! ผมจะลงตรงนี้แหล่ะ แล้วก็ควักเงินจ่ายค่าแท็กซี่ไป ซึ่งจะว่าไปแล้วกว่าผมจะมาถึงที่นี่ได้ ผมต้องเสียค่าแท็กซี่ไปเกือบพันบาทเลยทีเดียว เพราะว่านั่งไปหลายต่อมาก แถมแท็กซี่ที่นี่ยังชาร์จเพิ่ม เวลาเรียกรถตอนกลางคืนอีกต่างหาก

 

Lava คิดค่าเข้า 600 นิวไต้หวันดอลลาร์ หรือพอๆกับ 600 บาทไทย ซึ่งจะว่าแพงก็แพง แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาถึงนี่แล้วใครจะยอมถอยเพราะเรื่องแค่นี้ ไหนจะสาวๆไต้หวันที่พร้อมใจกันนุ่งสั้นที่กำลังยืนรอต่อแถวเพื่อเข้าผับนี้อีก ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสุดๆแล้ว ผู้หญิงที่นี่แต่งตัวกันสุดยอดมาก ขายาวสวย แถมนุ่งสั้นมาก ... สั้นแบบแก้มก้นโผล่เลยก็ว่าได้ และส่วนท่อนบนก็มักจะเป็นแค่เกาะอก ไม่ก็สายเดี่ยวเท่านั้น ซึ่งงานนี้ขอบอกตรงๆเลยว่าใครที่เป็นโรคแพ้สาวหมวยนี่ ถ้าได้มาอยู่ตรงนี้คงมีหวังได้หัวใจวายตายกันเลยทีเดียว

 

บัตรราคา 600 NT$ ของ Lava มาพร้อมกับคูปองที่คล้ายๆกับมีไว้แลกดริ้งค์ ซึ่งพอเข้าไปข้างในแล้ว ผับข้างในก็จะตกแต่งแบบเก๋ๆ และแบ่งเป็นโซนๆ พร้อมกับแสงสีเท่ห์ๆ ตรงกลางด้านหน้าจะมีดีเจ 2 คนสลับกันเปิดเพลง hiphop จากเครื่อง CDJ 4 ตัว แล้วก็ยังมี hypeman มา rap เพื่ออัพอารมณ์ไปพร้อมๆกับเพลงที่เปิดสลับกับเพลงของตัวเองอีกด้วย ผมเดินไปต่อแถวรอสั่งเครื่องดื่มที่เค้านท์เตอร์ แล้วก็สั่ง Kahlua Milk ซึ่งต้องขอบอกกันตามตรงอย่างไม่ดัดจริตเลยว่า ...

 

ผมเป็นคนไม่กินเหล้าครับ !

 

ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องจริงเลย ไม่ได้โกหก เพราะว่าผมจริงๆแล้วเป็นคนที่ไม่ชอบดื่มอะไรขมๆเลยซักชนิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (กลิ่นควันไฟก็ไม่ชอบ) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผมยอมรับว่าผมสามารถฝืนทนกินได้ และกินได้เยอะด้วย แต่ถ้าให้ผมเลือกได้ ผมก็อยากที่จะเลือกดื่มอะไรที่มันหวานๆเสียมากกว่า

 

ในผับ Lava คนเยอะมาก ซึ่งเผลอแป๊บเดียว ก็ทำเอาแถวต่อรอรับเครื่องดื่มยาวขดจนไปถึงทางเข้าแล้ว ผมยืนดูคนที่มาออเต้นกันตรงแด้นซ์ฟลอร์ตรงบูทดีเจ แล้วก็สรุปได้ว่า ผู้หญิงที่นี่นั้นสุดยอดมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ชาย ที่นี่ กลับจัดว่าเห่ยมาก ซึ่งก็ใช่ว่าตัวผมเองดูดีอะไรมากมายนัก แต่ผู้ชายไต้หวันที่นี่ไม่ว่าจะเป็น หน้า ผม หรือว่าการแต่งตัว จัดว่าถ้าไม่ที่สุดของธรรมดา ก็ขาดๆเกินๆอย่างมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะว่าต่อให้พวกผู้ชายเหล่านี้ดู เห่ย หรือธรรมดาแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังสื่อสารกับสาวๆรู้เรื่อง ผิดกันกับผมที่ต่อให้สบตากันก็แล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้าคุย เพราะว่าโดยบทเรียนแล้ว มันคงไม่เท่ห์ซักเท่าไหร่นักถ้าเราต้องมาตะโกนพูด เพื่อชวนสาวคุยในผับที่มีเสียงดัง ยิ่งถ้าสาวเค้าฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยเข้าใจแล้วอีกต่างหาก จะถือว่าเป็นการเดินตาหมากที่ผิดอย่างมากเลยทีเดียว จนกระทั่งอยู่ๆสายตาของผมก็มาสะดุดเอาที่สาวไต้หวันคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็ไม่ได้ดูสวยสะดุดตามาก แต่เดรสสีดำที่เธอใส่ ที่ไม่สั้นและเซ็กส์ซี่จนเกินไป บวกกับผมของเธอที่เธอรวบไว้เป็นผมม้าข้างหลัง ที่สะบัดไปมาเวลาที่เธอคุยกับเพื่อนๆแล้วโยกไปตามเพลง รวมไปถึงจุดเด่นของเธอที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือตอนเธอยิ้มและหัวเราะ ที่ดูน่ารักเปล่งประกายมาก ซึ่งทำเอาผมที่ได้เห็นเธอแล้ว ถึงกับต้องตัดสินใจอย่างแน่วแน่เลยว่า ...

 

คืนนี้เราจะยอมหน้าแหกเพราะคนๆนี้แหล่ะวะ !!!

 

ว่าแล้วผมก็เดินเข้าไปยืนฟอร์มเนียนต่อแถวรอรับเครื่องดื่มต่อจากเพื่อนๆของเธอ เธอมากับเพื่อนสาวของเธออีก 2 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่พอดีเวลาที่จะเลือกเข้าไปคุยกับใครในผับ เพราะว่าเวลาที่เราได้คุยกับเขาคนนั้นแล้ว เพื่อนๆของเขาก็ยังสามารถจับคู่อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่เหงาอยู่ดี

 

ผมรวบรวมความกล้าแล้วก็เริ่มต้นที่จะทักทายเพื่อนของเธอก่อน เพราะว่าอยู่ใกล้สุด ...

 

‘Hey ~ ผมพูด

‘Hi !’ เพื่อนเธอตอบ

‘what’s your friend’s name ?’ ผมไม่รอช้า

 

‘Jenny ! ’

 

เพื่อนของเธอตอบชื่อของตัวเอง

 

‘No !’ ผมไม่รอช้า เพราะเป็นวัยรุ่น และเวลามีน้อย

 

‘your friend’s name’ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่สาวคนนั้น

 

เพื่อนของเธอมองไปที่เธอ ทำหน้าเซ็งๆเหมือนหน้าแตก แล้วก็บอกผมมาว่าเธอชื่อ เอลิซ่าพร้อมกับสลับที่ให้เธอมายืนใกล้ๆ เราเริ่มทักทายกัน แล้วก็แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ทำให้ผมรู้ว่าเธอนั้นกำลังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังเรียนเกี่ยวกับการโรงแรม และตอนนี้ก็กำลังฝึกงานอยู่ที่โรงแรมในไทเป ผมพยายามอธิบายให้เธอฟังว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เพื่อนของเธอเสียหน้า แต่ผมนั้นไม่รู้ว่าจะทำความรู้จักกับเธอโดยตรงเลยได้อย่างไรโดยที่ไม่ทำให้เพื่อนของเธอนั้นเข้าใจผิด ก้เลยเลือกที่จะเน้นไปที่ทำความรู้จักกับเธอคนเดียว เอลิซ่าบอกผมว่า ไม่เป็นไรและ ไม่ต้องกังวล ผมจึงเสนอที่จะเลี้ยงเครื่องดื่มให้เธอและเพื่อนๆของเธอ ซึ่งเพื่อนของเธอก็ตอบตกลง โดยที่ไม่มีใครนึกหรือเอะใจเลยว่าเราทุกคนต่างก็มีคูปองแลกเครื่องดื่มเหมือนกันทั้งนั้น ซึ่งก็ทำเอาผมหน้าแตกตอนที่ยื่นตังค์ไปให้บาร์เทนเดอร์เลยเหมือนกัน

 

สำหรับ Lava แล้ว แม้ว่าราคาบัตรค่าเข้าของที่นี่จะค่อนข้างแพง แต่ในราคานั้นก็ได้รวมค่าเครื่องดื่มที่สามารถเติมได้ไม่อั้น (จนถึงตี 4 ) ไว้ด้วยแล้วเช่นกัน โดยมีกติกาง่ายๆเพียงแค่ว่า อย่าทำแก้วหาย เพราะว่าถ้าทำแก้วหายก็จะต้องจ่ายค่าแก้วเพิ่มอีกประมาณ 100 NT$ และถ้าอยากไปเต้นรำโดยที่ไม่อยากถือแก้วไปด้วย ก็สามารถเอาแก้วมาฝากไว้ที่บาร์ได้ แล้วพอเต้นรำจนพอใจแล้วแล้ว ก็ค่อยกลับมาเอาแก้วที่ฝากไว้

 

เอลิซ่า กรี๊ดลั่นเมื่อเพลงของ Daddy Yankee ดังขึ้น พร้อมกับดึงแขนของผมเข้าไปบนฟลอร์เต้นรำ แล้วพูดว่า ‘I like this song’ ทำเอาผมที่ไม่ได้ชอบเพลงของ Daddy Yankee ซักเท่าไหร่นัก พลอยเฮฮาไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมก็ว่าได้ ที่ผมมักจะโชคดี ได้ทำความรู้จักกับคนที่มีอัธยาศัยดีอยู่เสมอ ที่สำคัยครั้งนี้ยังโชคดี 2 ชั้น เพราะว่าเพื่อนใหม่คนนี้ยังพอพูดภาษาอังกฤษได้ดีอีกด้วย ผมโม้เธอไปว่าผมมาสัมภาษณ์วง Fahrenheit (ซึ่งจะว่าไปแล้วจะเรียกว่าโม้ก็คงไม่ถูกซักเท่าไหร่หรอก เพราะว่าผมถูกบอกมาอย่างนี้จริงๆ) เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็เต้นด้วยกันอยู่นานจนถึงเวลาเที่ยงคืนกว่า แล้วเพื่อนของเธอคนหนึ่งก็เดินมาพูดอะไรกับเธอ ทำให้เธอทำหน้าเศร้าๆแล้วหันมาบอกผมว่า เธอคงต้องไปอยู่กับเพื่อนของเธอบ้างแล้ว

 เธอจะไปคุยกับสาวคนอื่นต่อก็ได้นะเธอพูดต่อ 

 ไม่ล่ะผมตอบเธอไป ผมว่าผมจะกลับโรงแรมแล้ว

 

สีหน้าของเอลิซ่ายิ้มดีใจอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราก็แลกเบอร์โทรศัพท์กัน ก่อนที่ผมจะขอแยกตัวแล้วขึ้นแท็กซี่กลับไป

 

...

 

ผมเปิดข้อความบนมือถืออ่านดู ข้อความเป็นข้อความสั้นๆเพียง 3 บรรทัดว่า ...

 

“Last night was fun !

I’m so happy to meet you.”

 

แล้วผมก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ พร้อมกับเตรียมตัวออกเดินทางสู่เมือง อี๊ หลาน

 

 

Chapter 3 : How เหม็น is เต้าหู้เหม็น

หายไปสิงค์โปรและยังต่อด้วยเกาะกูด ก็เลยไม่ได้อั๊พ แหะๆ

ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆตอนที่คณะทัวร์ของเรามาถึงที่ตลาดซื่อหลิน Night Market ตัวตลาดเป็นถนนยาวๆและมีร้านค้าตลอดสองฝั่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วร้านค้าเหล่านั้นก็จะขายพวกเสื้อผ้าและเครื่องประดับทั่วๆไป ไกด์บอกเวลาให้เราแยกย้ายกันไปซื้อของกันตามสบาย แล้วให้กลับเจอกันที่ๆตรงนี้ในอีก 1 ชั่วโมงครึ่งข้างหน้า

 

ผมกางร่มออกมาแล้วกางเผื่อให้พี่ยู้ ด้วยร่มที่มีอยู่แค่คันเดียว ผมเลยตามใจพี่ยู้ด้วยการเป็นผู้ตาม ปล่อยให้พี่ยู้ได้ไปเป็นฝ่ายเดินนำไปตามร้านต่างๆที่พี่ยู้สนใจอยากจะดู ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องชวนเสียหายซักเท่าไหร่ เพราะว่าจากที่ผมลองดูเสื้อผ้าและสินต้าต่างๆที่ขายอยู่ในตลาดนี้แล้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยจะมีอะไรที่น่าสนใจ ของที่ขายที่นี่ส่วนใหญ่คล้ายกับของที่ขายในไทย ราคาก็พอๆกัน จะต่างกันก็ตรงที่พี่ยู้ของผมเนี่ยล่ะ ที่ดูจะเทิดทูนและชื่นชมแบรนด์ของที่นี่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเสื้อผ้ายี่ห้อง Hang Ten ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปฝ่าเท้าคู่ (ตีนคู่) ที่ดูๆภายนอกแล้วแสนจะธรรมดา แต่พี่ยู้แกก็เล่นเหมาเสื้อโปโลของร้านนี้ไป 4 – 5 ตัวเลยทีเดียว

 

ผมเดินตามพี่ยู้ไปทุกร้าน แล้วก็ยืนรอพี่เค้าเลือกซื้อเสื้อผ้า ระหว่างนั้นก็มองดูหนุ่มสาวไต้หวันที่เดินผ่านไปมา ผู้หญิงที่นี่ค่อนข้างหน้าตาดี ส่วนหน้าตาของผู้ชายนั้นจัดว่าไม่ได้เรื่อง (แต่งตัวก็ไม่ได้เรื่อง) สาวๆที่นี่ส่วนใหญ่ชอบใส่กางเกงขาสั้น โชว์ขายาวๆสวยๆ ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกใจจริงๆ ที่ผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่จะมีขาที่ เรียวยาว – สวย กันแทบทุกคน (เสียใจนะฮะที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู) หลังจากที่พี่ยู้ตัดสินใจหยุดซื้อเนื่องจากว่าได้ตระหนักถึงหนี้สินที่จะตามมาหลังจากได้กระหน่ำรูดบัตรเครดิตไปเยอะ ผมก็ถามพนักงานขายของร้านสุดท้ายที่เราซื้อว่า วัยรุ่นที่นี่ชอบไปเที่ยวผับไหนกัน พนักงานทำหน้าไม่แน่ใจ เพราะว่าเธอไม่ได้มากจากไทเป แต่ก็เขียนชื่อของผับลงมาบนกระดาษให้ผม 2 ชื่อ ก่อนที่เราจะเดินออกมาจากร้าน แล้วกลับไปที่จุดนัดพบเพื่อหาอะไรกิน

 

จากจุดแรกที่ไกด์ให้เราแยกย้ายกันไปซื้อของ ที่นั่นมีร้านขายของกินรวมกันอยู่เยอะๆ ดูๆไปแล้วก็จะคล้ายๆกับตลาดโต้รุ่งบ้านเรา มีพวกของปิ้ง ขาหมู ของทอด ฯลฯ เราตัดสินใจนั่งลงที่ร้านๆนึงที่พี่ยู้บอกว่าเคยหนีออกมากินสมัยที่มาเรียนภาษาที่นี่ เราสั่งข้าวหน้าหมู และน้ำซุปอะไรซักอย่างแล้วก็แบ่งกันกิน กินกันไปได้ซักพัก คุณอาหลงไกด์ของเราก็เดินมาที่ร้านนี้พอดี ก็เลยมาร่วมโต๊ะด้วย พร้อมกับสั่ง เต้าหู้เหม็นหรือที่เค้าเรียกกันว่า โช่วโต้วฟู๋มากิน

 

 

ภาพนี้ถ่ายทันก่อนที่เด็กคนนี้จะรู้ตัวว่าถูกถ่าย แล้ววิ่งหนี ~

 

 น้ำที่คล้ายๆเก๊กฮวย

 

ผลไม้เชื่อมเสียบไม้ครับ

 

 

 

 

 

น้ำแข็งใสถ้วยยักษ์ !

 

 

 

 

 

 

 

ในกะทะเนี่ยแหล่ะ 'เต้าหู้เหม้น' อันเลื่องชื่อ

 

ทันทีที่จานเต้าหู้เหม็นมาถึง กลิ่นก็โชยมาแต่ไกล ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านี้เวลาเดินผ่านร้านที่ขายเต้าหู้เหม็นก็เคยได้กลิ่นมาก่อนแล้วบ้าง เต้าหู้ที่ผ่านการหมักมาเป็นพิเศษ ทำให้คนไต้หวันเชื่อกันว่า ยิ่งเหม็นยิ่งอร่อย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับอาหารบ้านเราที่มีทั้ง ปลาร้า และ ปลาเค็ม ที่มีกลิ่นแรงพอๆกัน

 

อาหลงแกะซองตะเกียบแล้วคีบเต้าหู้เหม็นใส่ปากแล้วร้อง อ่าห์อย่างมีความสุข

ด้วยความสงสัย ผมจึงลองคีบเต้าหู้เหม็นใส่ปากเพื่อลองชิมดูบ้าง

 

อ่าห์

ผมร้องออกมา ...

 

แม่งเหม็นเหมือนอมขี้ไว้ในปากเลย ... ให้ตายเถอะ !!!

นี่เป็นบันทึกการเดินทางธรรมดาๆ โปรดอย่าคาดหวังว่าจะมีเนื้อหาที่สนุกสุดมันส์

Chapter 2 : ไม่เด่น ไม่ดัง ... และโดนลอยแพ

 

ก็จริงอยู่ที่ผมรู้ระดับของตัวเองดี แล้วผมก็เจียมตัวอยู่เสมอ แต่ ...

 

เฮ้ย ... นี่มันเกินไปรึปล่าววะ ?

นี่เล่นลอยแพกันเลยเหรอ ?

ฝากผมไว้กับแฟนคลับเนี่ยนะ ?

 

ลองนึกภาพผมที่ใส่เสื้อยืดที่สกรีนโลโก้คลื่นวิทยุ นั่งอยู่บนเครื่องบินที่กำลัง take off โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ไปกับใคร ไปแล้วต้องทำอะไร ดูซิครับ ... นี่มันตลกร้ายชัดๆ พี่ยู้เล่าให้ฟังต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะเป็นทางรายการของ UBC  หรือไม่ก็ทางสยามที่เค้าเคยเป็นเผู้จัดงาน แต่อาจเป็นเพราะว่าพวกทีมงานยื่นเรื่องวีซ่าช้าหรือไม่ผ่านยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยทำให้คนจำนวนคน 7 ซึ่งตอนแรกจะต้องถูกรวมอยู่ใน group tour นี้ด้วย มาไม่ได้และต้อง cancel ไป

 

อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันบ้าง ผมคิดในใจ แต่ในเมื่อไหนๆก็ไหนๆแล้ว (เครื่องบินก็ขึ้นแล้วด้วย) จะคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ว่าแล้วผมก็เลยใส่ที่ปิดตากับที่ปิดปากแล้วก้ shut down ตัวเองจนถึงสนามบินไทเป

 

จากกรุงเทพมาไทเปใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อมาถึงก็แลกเงินที่สนามบิน (เพราะไกด์บอกว่าถูกกว่า โดย 1 บาทไทยจะแลกได้ประมาณ 1.4 NTD หรือไต้หวันดอลล่า) แล้วก็ซื้อ sim card แบบนาทีล่ะบาทกว่าๆไว้โทรกลับเมืองไทย เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ไกด์ซึ่งตอนนี้มี 2 คนคือ อาหลง และไกด์ประจำไต้หวันที่ชื่อว่า คุณหมิง ก็พาเราขึ้นรถทัวร์แล้วพาไปกินข้าวที่โรงแรมใกล้ๆ ผมซึ่งตอนนี้ไม่เหลือใคร ก็เลยกลายเป็นลูกแหง่ติดแม่ที่เกาะพี่ยู้แจ โดยที่ไม่แยแสว่าพี่ยู้จะรำคาญหรือไม่ เมื่อไปถึงร้านอาหาร group tour ก็พากันแบ่งนั่งบนโต๊ะจีนเป็น 2 โต๊ะ แล้วไกด์ก็จัดแจงรินน้ำปลาพริกที่เอามาด้วยใส่ถ้วยให้แต่ล่ะโต๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ สำหรับทำให้อาหารของที่นี่มีรสชาติอร่อยขึ้น เมื่อทุกคนกินข้าวเสร็จ ผมรีบไปเปลี่ยนเสื้อ (เพราะว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพรีเซ้นต์ตัวเองแล้ว) แล้วเราก็ขึ้นรถไปยังสถานที่แรกที่ทางไกด์ๆอยากให้เราไปนั่นก็คือ ห้างพันธ์ทิพย์ บ้านเค้า

 

หลายคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ACER กับ ASSUS อาจจะยังไม่รู้ว่ามันผลิตมาจากประเทศไต้หวัน ซึ่งผมเองก็เพิ่งรู้ข้อมูลนี้เหมือนกัน ไต้หวันเป็นประเทศที่เติบโตมาได้ธุรกิจการส่งออกสินค้าและชิ้นส่วน IT เพราะฉะนั้นถ้าซื้อไปจากที่นี่มันจึงจะราคาถูกเป็นพิเศษ และนั่นหมายความว่าถ้าเราจดสเป็คชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เราอยากได้มาก่อนจากไทย พร้อมกับเช็คราคามาก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและสะดวกอย่างยิ่งเลยทีเดียว ...  แต่ผมไม่ได้ทำ แล้วก็ไม่เห็นว่ามีคนอื่นคนไหนทำ ทุกคนจึงได้แต่เดินไปเดินมาในห้างคล้ายๆพันทิพย์โดยที่ไม่รู้จะซื้ออะไร ผิดกับพี่ยู้ของผม (ที่ผมเดินตามอยู่ต้อยๆ) ที่ต้องการจะซื้อเครื่องเล่น mp4 แบบที่มาบุญครองบ้านเราก็มีขาย ผมจึงได้แต่เดินตามพี่เค้าไปเรื่อยๆ แต่ระหว่างนั้นก็มีแอบโฉบไปสำรวจดูร้านขาย DVD โป๊ของที่นั่นบ้าง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆที่เปิดขายอย่างเปิดเผยผิดกับของไทย และ DVD ข้างในก็เป็นหนังโป๊ทั่วไปที่ไปก๊อปของญี่ปุ่นมาขาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็หาโหลดฟรีได้จากเว็บ bit torrent บ้านเรา

 

พี่ยู้ต่อราคาและสำรวจของที่ซื้ออยู่นาน และในที่สุดก็ซื้อมาจนได้ ส่วนผมนั้นกลับซื้อหนังสือ ... หนังสือรวมภาพวาดจากการ์ตูนเรื่องปองโย่ (หรือโปเนียว ตามที่ผู้จัดจำหน่ายขี้หูเหนียวอยากเรียกว่าอย่างนั้น) แล้วก็หนังสือรวมภาพวาดสีน้ำจากการ์ตูนเรื่อง Vagabond ของ Takehiko Inoue เสร็จจากนั้นจึงไปรอที่ชั้น 1 เพื่อรอขึ้นรถไปยังที่ต่อไป

 

 

 

ไอติมราคา 200 บาทที่ตัวโคนเป็นเหมือนขนมผิง

 

 

 

เจ้าของหมาคนนี้แปลกใจและยิ้มให้ที่เราไปถ่ายรูปเค้า 

 

 

 

 

แต่ลุงเก็บขยะที่พอหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแล้ว เค้าก็ตะโกนชี้หน้าด่าอยู่นาน พร้อมกับทำท่าจะปั่นจักรยานไล่ตามมาด้วย (ส่วนผมรีบเดินหนี)

  

ที่ไต้หวันนั้นขึ้นชื่อว่ามีรถมอเตอร์ไซค์เยอะ ซึ่งก็เยอะมากจริงๆ พอตกเย็นเวลาเลิกงานแล้ว มอเตอร์ไซค์ของที่นี่ก็จะออกมาบนถนนเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรูปทรงคล้ายๆกับรถป๊อบบ้านเรา (แต่เครื่องคงแรงกว่า) ฝนเริ่มตกลงมา รถทัวร์ของเราเข้ามาจอด แล้วเราก็ขึ้นรถกันไปต่อเพื่อไปเดินตลาดนัดกลางคืน

 

[แม้จะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น ... แต่ก็อยากให้ติดตามตอนต่อไป]