Chapter 3 : How เหม็น is เต้าหู้เหม็น

หายไปสิงค์โปรและยังต่อด้วยเกาะกูด ก็เลยไม่ได้อั๊พ แหะๆ

ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆตอนที่คณะทัวร์ของเรามาถึงที่ตลาดซื่อหลิน Night Market ตัวตลาดเป็นถนนยาวๆและมีร้านค้าตลอดสองฝั่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วร้านค้าเหล่านั้นก็จะขายพวกเสื้อผ้าและเครื่องประดับทั่วๆไป ไกด์บอกเวลาให้เราแยกย้ายกันไปซื้อของกันตามสบาย แล้วให้กลับเจอกันที่ๆตรงนี้ในอีก 1 ชั่วโมงครึ่งข้างหน้า

 

ผมกางร่มออกมาแล้วกางเผื่อให้พี่ยู้ ด้วยร่มที่มีอยู่แค่คันเดียว ผมเลยตามใจพี่ยู้ด้วยการเป็นผู้ตาม ปล่อยให้พี่ยู้ได้ไปเป็นฝ่ายเดินนำไปตามร้านต่างๆที่พี่ยู้สนใจอยากจะดู ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องชวนเสียหายซักเท่าไหร่ เพราะว่าจากที่ผมลองดูเสื้อผ้าและสินต้าต่างๆที่ขายอยู่ในตลาดนี้แล้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยจะมีอะไรที่น่าสนใจ ของที่ขายที่นี่ส่วนใหญ่คล้ายกับของที่ขายในไทย ราคาก็พอๆกัน จะต่างกันก็ตรงที่พี่ยู้ของผมเนี่ยล่ะ ที่ดูจะเทิดทูนและชื่นชมแบรนด์ของที่นี่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเสื้อผ้ายี่ห้อง Hang Ten ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปฝ่าเท้าคู่ (ตีนคู่) ที่ดูๆภายนอกแล้วแสนจะธรรมดา แต่พี่ยู้แกก็เล่นเหมาเสื้อโปโลของร้านนี้ไป 4 – 5 ตัวเลยทีเดียว

 

ผมเดินตามพี่ยู้ไปทุกร้าน แล้วก็ยืนรอพี่เค้าเลือกซื้อเสื้อผ้า ระหว่างนั้นก็มองดูหนุ่มสาวไต้หวันที่เดินผ่านไปมา ผู้หญิงที่นี่ค่อนข้างหน้าตาดี ส่วนหน้าตาของผู้ชายนั้นจัดว่าไม่ได้เรื่อง (แต่งตัวก็ไม่ได้เรื่อง) สาวๆที่นี่ส่วนใหญ่ชอบใส่กางเกงขาสั้น โชว์ขายาวๆสวยๆ ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกใจจริงๆ ที่ผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่จะมีขาที่ เรียวยาว – สวย กันแทบทุกคน (เสียใจนะฮะที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู) หลังจากที่พี่ยู้ตัดสินใจหยุดซื้อเนื่องจากว่าได้ตระหนักถึงหนี้สินที่จะตามมาหลังจากได้กระหน่ำรูดบัตรเครดิตไปเยอะ ผมก็ถามพนักงานขายของร้านสุดท้ายที่เราซื้อว่า วัยรุ่นที่นี่ชอบไปเที่ยวผับไหนกัน พนักงานทำหน้าไม่แน่ใจ เพราะว่าเธอไม่ได้มากจากไทเป แต่ก็เขียนชื่อของผับลงมาบนกระดาษให้ผม 2 ชื่อ ก่อนที่เราจะเดินออกมาจากร้าน แล้วกลับไปที่จุดนัดพบเพื่อหาอะไรกิน

 

จากจุดแรกที่ไกด์ให้เราแยกย้ายกันไปซื้อของ ที่นั่นมีร้านขายของกินรวมกันอยู่เยอะๆ ดูๆไปแล้วก็จะคล้ายๆกับตลาดโต้รุ่งบ้านเรา มีพวกของปิ้ง ขาหมู ของทอด ฯลฯ เราตัดสินใจนั่งลงที่ร้านๆนึงที่พี่ยู้บอกว่าเคยหนีออกมากินสมัยที่มาเรียนภาษาที่นี่ เราสั่งข้าวหน้าหมู และน้ำซุปอะไรซักอย่างแล้วก็แบ่งกันกิน กินกันไปได้ซักพัก คุณอาหลงไกด์ของเราก็เดินมาที่ร้านนี้พอดี ก็เลยมาร่วมโต๊ะด้วย พร้อมกับสั่ง เต้าหู้เหม็นหรือที่เค้าเรียกกันว่า โช่วโต้วฟู๋มากิน

 

 

ภาพนี้ถ่ายทันก่อนที่เด็กคนนี้จะรู้ตัวว่าถูกถ่าย แล้ววิ่งหนี ~

 

 น้ำที่คล้ายๆเก๊กฮวย

 

ผลไม้เชื่อมเสียบไม้ครับ

 

 

 

 

 

น้ำแข็งใสถ้วยยักษ์ !

 

 

 

 

 

 

 

ในกะทะเนี่ยแหล่ะ 'เต้าหู้เหม้น' อันเลื่องชื่อ

 

ทันทีที่จานเต้าหู้เหม็นมาถึง กลิ่นก็โชยมาแต่ไกล ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านี้เวลาเดินผ่านร้านที่ขายเต้าหู้เหม็นก็เคยได้กลิ่นมาก่อนแล้วบ้าง เต้าหู้ที่ผ่านการหมักมาเป็นพิเศษ ทำให้คนไต้หวันเชื่อกันว่า ยิ่งเหม็นยิ่งอร่อย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับอาหารบ้านเราที่มีทั้ง ปลาร้า และ ปลาเค็ม ที่มีกลิ่นแรงพอๆกัน

 

อาหลงแกะซองตะเกียบแล้วคีบเต้าหู้เหม็นใส่ปากแล้วร้อง อ่าห์อย่างมีความสุข

ด้วยความสงสัย ผมจึงลองคีบเต้าหู้เหม็นใส่ปากเพื่อลองชิมดูบ้าง

 

อ่าห์

ผมร้องออกมา ...

 

แม่งเหม็นเหมือนอมขี้ไว้ในปากเลย ... ให้ตายเถอะ !!!

นี่เป็นบันทึกการเดินทางธรรมดาๆ โปรดอย่าคาดหวังว่าจะมีเนื้อหาที่สนุกสุดมันส์

Chapter 2 : ไม่เด่น ไม่ดัง ... และโดนลอยแพ

 

ก็จริงอยู่ที่ผมรู้ระดับของตัวเองดี แล้วผมก็เจียมตัวอยู่เสมอ แต่ ...

 

เฮ้ย ... นี่มันเกินไปรึปล่าววะ ?

นี่เล่นลอยแพกันเลยเหรอ ?

ฝากผมไว้กับแฟนคลับเนี่ยนะ ?

 

ลองนึกภาพผมที่ใส่เสื้อยืดที่สกรีนโลโก้คลื่นวิทยุ นั่งอยู่บนเครื่องบินที่กำลัง take off โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ไปกับใคร ไปแล้วต้องทำอะไร ดูซิครับ ... นี่มันตลกร้ายชัดๆ พี่ยู้เล่าให้ฟังต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะเป็นทางรายการของ UBC  หรือไม่ก็ทางสยามที่เค้าเคยเป็นเผู้จัดงาน แต่อาจเป็นเพราะว่าพวกทีมงานยื่นเรื่องวีซ่าช้าหรือไม่ผ่านยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยทำให้คนจำนวนคน 7 ซึ่งตอนแรกจะต้องถูกรวมอยู่ใน group tour นี้ด้วย มาไม่ได้และต้อง cancel ไป

 

อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันบ้าง ผมคิดในใจ แต่ในเมื่อไหนๆก็ไหนๆแล้ว (เครื่องบินก็ขึ้นแล้วด้วย) จะคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ว่าแล้วผมก็เลยใส่ที่ปิดตากับที่ปิดปากแล้วก้ shut down ตัวเองจนถึงสนามบินไทเป

 

จากกรุงเทพมาไทเปใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อมาถึงก็แลกเงินที่สนามบิน (เพราะไกด์บอกว่าถูกกว่า โดย 1 บาทไทยจะแลกได้ประมาณ 1.4 NTD หรือไต้หวันดอลล่า) แล้วก็ซื้อ sim card แบบนาทีล่ะบาทกว่าๆไว้โทรกลับเมืองไทย เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ไกด์ซึ่งตอนนี้มี 2 คนคือ อาหลง และไกด์ประจำไต้หวันที่ชื่อว่า คุณหมิง ก็พาเราขึ้นรถทัวร์แล้วพาไปกินข้าวที่โรงแรมใกล้ๆ ผมซึ่งตอนนี้ไม่เหลือใคร ก็เลยกลายเป็นลูกแหง่ติดแม่ที่เกาะพี่ยู้แจ โดยที่ไม่แยแสว่าพี่ยู้จะรำคาญหรือไม่ เมื่อไปถึงร้านอาหาร group tour ก็พากันแบ่งนั่งบนโต๊ะจีนเป็น 2 โต๊ะ แล้วไกด์ก็จัดแจงรินน้ำปลาพริกที่เอามาด้วยใส่ถ้วยให้แต่ล่ะโต๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ สำหรับทำให้อาหารของที่นี่มีรสชาติอร่อยขึ้น เมื่อทุกคนกินข้าวเสร็จ ผมรีบไปเปลี่ยนเสื้อ (เพราะว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพรีเซ้นต์ตัวเองแล้ว) แล้วเราก็ขึ้นรถไปยังสถานที่แรกที่ทางไกด์ๆอยากให้เราไปนั่นก็คือ ห้างพันธ์ทิพย์ บ้านเค้า

 

หลายคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ACER กับ ASSUS อาจจะยังไม่รู้ว่ามันผลิตมาจากประเทศไต้หวัน ซึ่งผมเองก็เพิ่งรู้ข้อมูลนี้เหมือนกัน ไต้หวันเป็นประเทศที่เติบโตมาได้ธุรกิจการส่งออกสินค้าและชิ้นส่วน IT เพราะฉะนั้นถ้าซื้อไปจากที่นี่มันจึงจะราคาถูกเป็นพิเศษ และนั่นหมายความว่าถ้าเราจดสเป็คชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เราอยากได้มาก่อนจากไทย พร้อมกับเช็คราคามาก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและสะดวกอย่างยิ่งเลยทีเดียว ...  แต่ผมไม่ได้ทำ แล้วก็ไม่เห็นว่ามีคนอื่นคนไหนทำ ทุกคนจึงได้แต่เดินไปเดินมาในห้างคล้ายๆพันทิพย์โดยที่ไม่รู้จะซื้ออะไร ผิดกับพี่ยู้ของผม (ที่ผมเดินตามอยู่ต้อยๆ) ที่ต้องการจะซื้อเครื่องเล่น mp4 แบบที่มาบุญครองบ้านเราก็มีขาย ผมจึงได้แต่เดินตามพี่เค้าไปเรื่อยๆ แต่ระหว่างนั้นก็มีแอบโฉบไปสำรวจดูร้านขาย DVD โป๊ของที่นั่นบ้าง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆที่เปิดขายอย่างเปิดเผยผิดกับของไทย และ DVD ข้างในก็เป็นหนังโป๊ทั่วไปที่ไปก๊อปของญี่ปุ่นมาขาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็หาโหลดฟรีได้จากเว็บ bit torrent บ้านเรา

 

พี่ยู้ต่อราคาและสำรวจของที่ซื้ออยู่นาน และในที่สุดก็ซื้อมาจนได้ ส่วนผมนั้นกลับซื้อหนังสือ ... หนังสือรวมภาพวาดจากการ์ตูนเรื่องปองโย่ (หรือโปเนียว ตามที่ผู้จัดจำหน่ายขี้หูเหนียวอยากเรียกว่าอย่างนั้น) แล้วก็หนังสือรวมภาพวาดสีน้ำจากการ์ตูนเรื่อง Vagabond ของ Takehiko Inoue เสร็จจากนั้นจึงไปรอที่ชั้น 1 เพื่อรอขึ้นรถไปยังที่ต่อไป

 

 

 

ไอติมราคา 200 บาทที่ตัวโคนเป็นเหมือนขนมผิง

 

 

 

เจ้าของหมาคนนี้แปลกใจและยิ้มให้ที่เราไปถ่ายรูปเค้า 

 

 

 

 

แต่ลุงเก็บขยะที่พอหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแล้ว เค้าก็ตะโกนชี้หน้าด่าอยู่นาน พร้อมกับทำท่าจะปั่นจักรยานไล่ตามมาด้วย (ส่วนผมรีบเดินหนี)

  

ที่ไต้หวันนั้นขึ้นชื่อว่ามีรถมอเตอร์ไซค์เยอะ ซึ่งก็เยอะมากจริงๆ พอตกเย็นเวลาเลิกงานแล้ว มอเตอร์ไซค์ของที่นี่ก็จะออกมาบนถนนเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรูปทรงคล้ายๆกับรถป๊อบบ้านเรา (แต่เครื่องคงแรงกว่า) ฝนเริ่มตกลงมา รถทัวร์ของเราเข้ามาจอด แล้วเราก็ขึ้นรถกันไปต่อเพื่อไปเดินตลาดนัดกลางคืน

 

[แม้จะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น ... แต่ก็อยากให้ติดตามตอนต่อไป]
บันทึกการเดินทางไปไต้หวันวันที่ 13 – 16 สิงหาคม 2552 

Chapter 1 : บทนำที่แสนจะน่าเบื่อก่อนที่เครื่องจะร่อนขึ้น

 

ทุกอย่างเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย เมื่อโปรดิวเซอร์คลื่นวิทยุของผมได้เรียกผมเข้าไปคุยเพื่อมอบหมายให้ผมไปเป็นพิธีกรภาคสนามให้รายการทาง UBC รายการหนึ่งที่ประเทศไต้หวัน โดยภารกิจหลักคือจะต้องไปสัมภาษณ์วงบอยแบนด์ที่ชื่อ ฟาเรนไฮต์ แล้วก็อาจจะมีการโฟนอินเข้ามาในรายการวิทยุนิดหน่อย ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยที่เหลือเมื่อทางรายการเค้าส่งมาแล้ว โปรดิวเซอร์จะแจ้งให้ผมรู้อีกที เมื่อได้ฟังแล้ว ผมก็ตอบตกลงในทันทีด้วยอาการดีใจนิดหน่อยที่ถูกเลือกไป แต่อีกใจนึงก็แอบหวั่นๆอยู่เหมือนกัน ว่าจะต้องอาจเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นรึปล่าว เพราะว่าตอนนั้นที่ไต้หวันกำลังถูกพายุ มรกตถล่มอย่างหนัก ผมจึงได้แต่ภาวนาให้พายุหยุดอาละวาดภายใน 2 อาทิตย์ข้างหน้า ก่อนที่ผมจะเดินทางไป ...

 

แต่ทว่า 10 วันผ่านไป พายุมันก็ยังไม่หมด !!!

 

แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะเบาลงอีกด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่ผมอยากจะอัพเดทสภาพอากาศของไต้หวัน เมื่อเปิดทีวีดูก็กลับมีแต่ภาพข่าวประเทศไต้หวันที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมและโคลนถล่มอย่างหนัก ถนนพัง สะพานขาด แล้วก็มีคนตายและสูญหายเป็นจำนวนมาก ดูไปแล้วก็อึ้งๆ ยิ่งรวมกับที่ช่วงนี้มีข่าวเครื่องบินร่อนลงออกนอกรันเวย์อยู่บ่อยๆแล้วด้วย ยิ่งทำให้ผมกังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่ไหนๆก็ไหนๆ ผมคิดในใจ ก็ในเมื่อโปรดิวเซอร์อุตสาห์ให้โอกาสผม จะมัวแต่ป๊อดได้ยังไง ผมจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่ายังไงๆผมก็จะต้องไป แม้ว่าจะต้องไปแบบ suicide mission ก็ตาม ว่าแล้วผมก็เลยโทรสั่งเสียกับบรรดาคนรอบข้างเผื่อไว้ (เผื่อตายจริง)

 

อีกอย่างนึงที่สร้างความกังวลให้กับผมไม่แพ้กันก็คือทาง UBC ที่ทำตัวเงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีการติดต่ออะไรผมเลย (นอกจากที่โทรมาครั้งเดียวเพื่อขอรูปเอาไปทำวีซ่า) ซึ่งตัวผมเองนั้นก็ติดนิสัยที่ไม่ค่อยจู้จี้และเรื่องมากเรื่องการรับงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงไม่ได้โทรไปตามจิกเพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับงาน

จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงเย็นวันที่ 12 ...

เวลา 5 โมงเย็น โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น ...

ผู้หญิงที่ชื่อยุ้ยจากรายการ UBC ก็โทรมา ...

 

ผม : สวัสดีครับ

คุณยุ้ย : ค่า ... รู้แล้วใช่มั้ยคะว่าเครื่องบินออกวันพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า

ผม : หืม ?

คุณยุ้ย : เครื่องบินออก 6 โมงเช้าค่ะ เพราะฉะนั้นเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนตี 4 นะคะ

ผม : หิม ? อ ... เอ่อ ครับๆ

 แล้วก็วางไป ~ 

ทิ้งความตื่นตระหนกไว้ที่ผม เพราะว่าของก็ยังไม่ได้เตรียม ข้อมูลก็ยังไม่ได้หา กระเป๋าก็ยังไม่ได้จัด อย่าว่าแต่เตรียมของเลย กางเกงในผมก็ไม่มีใส่ ซึ่งในวันนั้นหลังจากที่ผมต้องไปร่วมกิจกรรมวันแม่ของทางคลื่นวิทยุของผม ผมก็ต้องขอลาการจัดรายการประจำคืนนี้ของผมอย่างปุบปับกับโปรดิวเซอร์ โดยบอกโปรดิวเซอร์ว่าเครื่องบินออกพรุ่งนี้ สร้างความประหลาดใจและอารมณ์เสียให้แก่โปรดิวเซอร์ไม่น้อย เพราะคุณยุ้ยนี่ก็ไม่ได้แจ้งอะไรมาที่โปรดิวเซอร์เลยเหมือนกัน (เจริญมาก)

 

กิจกรรมวันแม่ของคลื่นวิทยุผ่านไปด้วยดี โดยมีแม่ของดีเจแต่ล่ะคนคุยกันผ่านหน้าไมค์ รวมไปถึงแม่ของผมด้วย แล้วก็ปิดท้ายด้วยการที่ดีเจแต่ล่ะคนอ่านกลอนที่แต่งมาให้แม่ฟัง เป็นกิจกรรมน่ารักๆ เมื่องานเสร็จผมก็รีบกลับบ้านเพื่อแพ็คของ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผมเองก็แย่ที่ดันนิ่งนอนใจเผื่อไว้ว่าพรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้ เพราะรู้มาคร่าวๆแล้วว่าไปวันศุกร์ (ถัดไปอีกวันนึง) แต่พอวันไปมันกระชั้นมาหนึ่งวัน อะไรๆมันก็เลยรวนไปหมด เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการแพ็คของแล้วก็อ่านข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไต้หวันจากในอินเตอร์เน็ต เพราะโดยนิสัยของผมแล้ว ผมคงจะกระวนกระวายใจไม่น้อยถ้าผมต้องเดินทางไปประเทศใดประเทศหนึ่งโดยที่ไม่รู้ข้อมูลของประเทศนั้นๆเลย ผมนั่งอ่าน + ปริ้นท์ข้อมูลเกี่ยวกับไต้หวันและวงฟาเรนไฮต์อยู่จนดึก แล้วประมาณตี 3 กว่าๆ คุณยุ้ยก็ส่งเมสเสจมาหาผม ...

 

Sorry I cant go pls contact k.yu 089-87x-xxxx

 

หืม ???

 

ผมอ่านข้อความที่คุณยุ้ยส่งมาโดยที่ไม่ได้เอะใจอะไร คิดเอาเองในใจว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะติดงานหรือธุระ (หรือกลัวพายุ) กระทันหันแล้วให้คนอื่นมารับหน้าที่แทน แล้วผมก็อาบน้ำแต่งตัว พร้อมกับเรียกแท็กซี่มารับไปสนามบินตามปกติ และตี 4 ผมก็ถึงสนามบิน

 

ที่สนามบินผมเจอกับคุณอาหลงที่จะมาเป็นไกด์คอยดูแลและจัดการเรื่องต่างๆในไต้หวัน ผมรอคุณอาหลงจัดการเรื่อง boarding จนเสร็จ ทักทายคุณยู แต่คุณยูก็เอาแต่คุยโทรศัพท์ไม่สนใจผม ซึ่งผมก็ต้องวางตัวเป็นมืออาชีพเข้าไว้ เราเองไม่ใช่คนเด่นคนดังอะไร จะมาเรื่องมากให้เค้าคอยเทคแคร์อะไรมากมายแบบนั้นไม่ได้ ผมก็เลยยืนฟัง ipod ของผมอยู่เฉยๆ และเมื่อผมรับตั๋วเครื่องบินมา ผมก็เดินไปรอที่เกทอย่างสุขุม โดยไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากกันหวัดด้วย แน่นอนว่าประเด่นของการเดินทางออกต่างประเทศในช่วงที่ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดก็เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับผมไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

 

สายการบินที่ไปเป็นสายการบิน ไชน่าแอร์ไลน์ ซึ่งเพื่อนๆหลายคนบอกไว้ว่าแอร์สายการบินนี้เค้าหน้าตาดี ซึ่งเป็นความจริงอยู่ 40% ส่วนอีก 60% นั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาซิ้มแก่ๆ ผมหาที่นั่งตัวเองแล้วหย่อนก้นนั่งลงตรงแถวกลาง ไม่นานนักคุณยูก็เดินมานั่งข้างๆ ผมก็เลยปรับโหมดตัวเองเป็น คนดี๊ดีอีกครั้งแล้วก็เริ่มทักทายคุณยูเป็นรอบที่สอง

 

ผม : คุณยูครับ

คุณยู : ยู้ค่ะ

ผม : อ้อ ... ผมก็นึกว่าชื่อยู พอดีคุณยุ้ยเค้าส่งเมสเสจมาเป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ เลยไม่รู้ว่าออกเสียงว่ายังไง แหะๆ

คุณยู้ : ยู้ค่ะ (พอยิ้มแล้วก็ดูอัธยาศรัยดีเหมือนกัน)

ผม : เอ่อ ... ไม่ทราบว่าคุณยู้ทำงานองค์กรอะไรเหรอครับ คือ ... อ่า

คุณยู้ ; คะ ?

ผม : คือที่มานี่ ไม่ทราบว่าคุณยู้ รับผิดชอบฝ่ายไหนเหรอครับ ?

คุณยู้ : ป่าว ... พี่เป็นแฟนคลับ

ผม : (อ่าว เฮ้ย !!!)

 

[โปรดติดตามตอนต่อไป]