เช้าหลังค่ำคืนที่ยาวนาน
posted on 21 Apr 2010 04:55 by sillyrabbit[ถ้าใครคิดว่าทริปการเดินทางไปไต้หวันของผมจบไปแล้วนั้น ... ผิดถนัด !]
ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเปิดทีวีที่กำลังฉายภาพข่าวเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น ‘มรกต’ ที่กำลังเข้าถล่มทางตอนใต้ของใต้หวัน ภาพในข่าวแสดงให้เห็นถึงพืชผลทางการเกษตรมากมายที่ชาวเกษตรกรใต้หวันได้สูญเสีย ทุกอย่างดูเศร้า แต่กระนั้นก็ยังไม่วายที่ตากล้องจะจัดฉากให้ถ่ายมุมต่ำแล้วมีลูกส้มที่หล่นอยู่กับพื้นเป็น fore ground พร้อมกับสั่งให้เกษตรกรช่วยกลิ้งลูกส้มจากไกลๆมาที่หน้ากล้องเพื่อเพิ่มฉากบีบคั้นอารมณ์ให้กับคนดู ผมมองดูนาฬิกาว่าเป็นเวลา 7 โมงเช้า อาหลงไกด์และรูมเมทของผมตื่นขึ้นมาแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เราตกลงกันไว้ว่าเวลาเตรียมตัวของเราคือ 7 – 8 – 9 นั่นคือตื่นนอนตอน 7 โมง กินข้าวเช้า 8 โมง และล้อหมุนตอน 9 โมง ซึ่งต้องสารภาพกันตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบและไม่ค่อยชินกับรูปแบบการมาเที่ยวแบบทัวร์แบบนี้ซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการที่ต้องฝืนตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าทั้งๆที่เมื่อคืนนี้ผมเพิ่งออกไปเถลไถลมา
ฟังไม่ผิดหรอกครับว่า คืนแรกที่ผมมาถึง ผมก็ออกไปท่องราตรีแล้ว
ไปคนเดียวด้วย !
อาหลงหันมาเห็นว่าผมนั้นตื่นแล้วพอดี จึงถามผมว่า เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง ? ผมตอบอาหลงไปว่าทุลักทุเล แต่ก็ลงเอยด้วยดี ผมกลับมาถึงห้องตอนตี 1 หรือตี 2 ก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้ ตอนนั้นอาหลงหลับไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นทางเรา 2 คนมีปัญหาเรื่องไม่มีห้องพักกับโรงแรมนิดหน่อย แต่พอปัญหาทุกอย่างลงตัว ผมก็จัดแจงอาบน้ำแล้วก็ออกไปข้างนอก ส่วนอาหลงนั้นก็ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนๆไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่นัก อาหลงเตือนให้ผมอย่าลืมรีบลงไปกินข้าว พร้อมกับย้ำผมว่ารถทัวร์ล้อหมุนตอน 9 โมงเช้า ผมบอกอาหลงไปว่าผมคงไม่กิน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับผมที่เป็นคนไม่ค่อยกินข้าวเช้าอยู่แล้ว แล้วอาหลงก็เปิดประตูออกจากห้องไป
ผมดึงตัวเองลุกขึ้นนั่งดูทีวี ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูว่าผมได้รับข้อความจากเพื่อนใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักกันเมื่อคืนไหม บนหน้าจอมือถือของผมก็มีข้อความใหม่เข้ามา 1 ข้อความ และแน่นอนว่าเป็นข้อความของเพื่อนใหม่คนนั้น เรารู้จักกันที่ผับชื่อ Lava ซึ่งตั้งอยู่แถวไหนก็ไม่รู้ เพราะว่าผมรู้เพียงแค่ว่าก่อนหน้านั้น ผมรู้จักแค่ผับที่ชื่อ Luxy กับ Room18 ที่แคชเชียร์ของร้านเสื้อผ้าเป็นคนเขียนลงบนหลังกระดาษใบเสร็จให้เท่านั้น แต่ทว่าจากที่ผมคิดว่ามันคงง่ายเหมือนแค่ยื่นกระดาษที่มีชื่อผับ 2 ผับนี้ให้แท็กซี่ดูแล้วแท็กซี่ก็คงจะพาผมไปถูก แต่แล้วในความเป็นจริงมันก็กลับไม่ง่ายเลย เพราะว่าไม่มีแท็กซี่คันไหนที่รู้จักและพาผมไปถูกซักคัน ยิ่งคันสุดท้ายที่รับผมไปจากหน้าโรงแรมแล้วทำทีท่าว่าจะโทรถามทางจากเพื่อนให้ก็กลับเอาผมไปปล่อยไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งมืดๆก็มืด และคนก็ไม่มี แล้วพอเวลาคนมี ก็ดันพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้อีก คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ ไม่รู้ทำไม พูดกันไม่ค่อยได้แบบแทบจะพูดกันไม่ได้เลย อย่างเช่นคำง่ายๆบอกแค่ชื่อก็ฟังกันไม่เข้าใจ แถมยังตอบภาษาจีนกลับมายาวเป็นหางว่าวอีกต่างหาก
ผมเรียกแท็กซี่เพื่อให้เขาขับย้อนไปตามทางที่ผมเพิ่งผ่านมา เพราะว่าผมรู้สึกว่าผมอาจจะเห็นผับคาราโอเกะของดาราไต้หวันคนหนึ่งที่พี่ยู้เล่าให้ฟังแว้บๆ แต่แล้วพอขับวนไปวนมาอยู่นาน ก็กลับหาผับๆนั้นไม่เจอ ผมบอกแท็กซี่คนนั้นไปว่าผมต้องการไป 2 ผับนี้ แต่เขาก็ไม่รู้จัก เราขับรถวนไปวนมาอยู่ซักพัก จนคนขับเผลอกลับรถผิดที่ และแล้วมอเตอร์ไซค์ตำรวจคันหนึ่งก็ขับมาขนาบข้างเรา แล้วก็เรียกให้คนขับเปิดประตูรถลงมา
ผมลงไปช่วยเจรจากับตำรวจแล้วพยายามอธิบายให้เขาฟังว่าผมต้องการไปผับ 2 แห่งนี้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถพาผมไปได้สักที ซึ่งแท็กซี่คันนี้ก็พยายามที่จะพาผมไป แต่แล้วก็เผลอกลับรถผิดโดยไม่ตั้งใจ ผมจึงอยากให้คุณตำรวจช่วยอภัยให้เขา ตำรวจคนนั้นนิ่งฟังผม ส่วนไอ้แท็กซี่คนนั้นก็กลับเริ่มชี้โบ้ชี้เบ้โบ้ยมาที่ผม เพื่อที่มันจะได้ไม่โดนปรับ ตำรวจขอพาสปอร์ตของผมไปดู แล้วก็ถามผมว่าระหว่าง 2 ผับนี้ผมอยากไปที่ไหน ผมตอบไปว่าที่ไหนก็ได้ ตำรวจจึงบอกทางให้กับแท็กซี่ แล้วแท็กซี่ก็พาผมไป Luxy
ใช่ครับ ... แล้ว Luxy เกี่ยวอะไรกับ Lava ?
นั่นล่ะครับคือประเด็น เพราะว่าเมื่อผมไปถึง Luxy ที่เป็นผับอยู่ชั้น 1 ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า Luxy นั้นปิด ผมจึงต้องไปถาม รปภ. ของห้างนั้นว่ารู้จักผับชื่อ Room 18 มั้ย แล้ว รปภ. จึงเขียนที่อยู่มาให้ ผมจึงนั่งแท็กซี่คันต่อไปเพื่อไปยัง Room 18
แต่แล้ว Room 18 ก็ปิดเหมือนกัน !
โชคยังดีที่ใกล้ๆกับ Room 18 ยังมีผับที่อลังการพร้อมแสงสีสดใส แล้วยังมีวัยรุ่นมายืนรอต่อแถวยาวเป็นกิโลฯอีก ซึ่งผับนั้นก็คือ Lava นั่นเอง ผมบอกกับแท็กซี่ไปว่า โอเค ! ผมจะลงตรงนี้แหล่ะ แล้วก็ควักเงินจ่ายค่าแท็กซี่ไป ซึ่งจะว่าไปแล้วกว่าผมจะมาถึงที่นี่ได้ ผมต้องเสียค่าแท็กซี่ไปเกือบพันบาทเลยทีเดียว เพราะว่านั่งไปหลายต่อมาก แถมแท็กซี่ที่นี่ยังชาร์จเพิ่ม เวลาเรียกรถตอนกลางคืนอีกต่างหาก
Lava คิดค่าเข้า 600 นิวไต้หวันดอลลาร์ หรือพอๆกับ 600 บาทไทย ซึ่งจะว่าแพงก็แพง แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาถึงนี่แล้วใครจะยอมถอยเพราะเรื่องแค่นี้ ไหนจะสาวๆไต้หวันที่พร้อมใจกันนุ่งสั้นที่กำลังยืนรอต่อแถวเพื่อเข้าผับนี้อีก ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสุดๆแล้ว ผู้หญิงที่นี่แต่งตัวกันสุดยอดมาก ขายาวสวย แถมนุ่งสั้นมาก ... สั้นแบบแก้มก้นโผล่เลยก็ว่าได้ และส่วนท่อนบนก็มักจะเป็นแค่เกาะอก ไม่ก็สายเดี่ยวเท่านั้น ซึ่งงานนี้ขอบอกตรงๆเลยว่าใครที่เป็นโรคแพ้สาวหมวยนี่ ถ้าได้มาอยู่ตรงนี้คงมีหวังได้หัวใจวายตายกันเลยทีเดียว
บัตรราคา 600 NT$ ของ Lava มาพร้อมกับคูปองที่คล้ายๆกับมีไว้แลกดริ้งค์ ซึ่งพอเข้าไปข้างในแล้ว ผับข้างในก็จะตกแต่งแบบเก๋ๆ และแบ่งเป็นโซนๆ พร้อมกับแสงสีเท่ห์ๆ ตรงกลางด้านหน้าจะมีดีเจ 2 คนสลับกันเปิดเพลง hiphop จากเครื่อง CDJ 4 ตัว แล้วก็ยังมี hypeman มา rap เพื่ออัพอารมณ์ไปพร้อมๆกับเพลงที่เปิดสลับกับเพลงของตัวเองอีกด้วย ผมเดินไปต่อแถวรอสั่งเครื่องดื่มที่เค้านท์เตอร์ แล้วก็สั่ง Kahlua Milk ซึ่งต้องขอบอกกันตามตรงอย่างไม่ดัดจริตเลยว่า ...
ผมเป็นคนไม่กินเหล้าครับ !
ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องจริงเลย ไม่ได้โกหก เพราะว่าผมจริงๆแล้วเป็นคนที่ไม่ชอบดื่มอะไรขมๆเลยซักชนิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (กลิ่นควันไฟก็ไม่ชอบ) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผมยอมรับว่าผมสามารถฝืนทนกินได้ และกินได้เยอะด้วย แต่ถ้าให้ผมเลือกได้ ผมก็อยากที่จะเลือกดื่มอะไรที่มันหวานๆเสียมากกว่า
ในผับ Lava คนเยอะมาก ซึ่งเผลอแป๊บเดียว ก็ทำเอาแถวต่อรอรับเครื่องดื่มยาวขดจนไปถึงทางเข้าแล้ว ผมยืนดูคนที่มาออเต้นกันตรงแด้นซ์ฟลอร์ตรงบูทดีเจ แล้วก็สรุปได้ว่า ผู้หญิงที่นี่นั้นสุดยอดมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ชาย ที่นี่ กลับจัดว่าเห่ยมาก ซึ่งก็ใช่ว่าตัวผมเองดูดีอะไรมากมายนัก แต่ผู้ชายไต้หวันที่นี่ไม่ว่าจะเป็น หน้า ผม หรือว่าการแต่งตัว จัดว่าถ้าไม่ที่สุดของธรรมดา ก็ขาดๆเกินๆอย่างมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะว่าต่อให้พวกผู้ชายเหล่านี้ดู เห่ย หรือธรรมดาแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังสื่อสารกับสาวๆรู้เรื่อง ผิดกันกับผมที่ต่อให้สบตากันก็แล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้าคุย เพราะว่าโดยบทเรียนแล้ว มันคงไม่เท่ห์ซักเท่าไหร่นักถ้าเราต้องมาตะโกนพูด เพื่อชวนสาวคุยในผับที่มีเสียงดัง ยิ่งถ้าสาวเค้าฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยเข้าใจแล้วอีกต่างหาก จะถือว่าเป็นการเดินตาหมากที่ผิดอย่างมากเลยทีเดียว จนกระทั่งอยู่ๆสายตาของผมก็มาสะดุดเอาที่สาวไต้หวันคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็ไม่ได้ดูสวยสะดุดตามาก แต่เดรสสีดำที่เธอใส่ ที่ไม่สั้นและเซ็กส์ซี่จนเกินไป บวกกับผมของเธอที่เธอรวบไว้เป็นผมม้าข้างหลัง ที่สะบัดไปมาเวลาที่เธอคุยกับเพื่อนๆแล้วโยกไปตามเพลง รวมไปถึงจุดเด่นของเธอที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือตอนเธอยิ้มและหัวเราะ ที่ดูน่ารักเปล่งประกายมาก ซึ่งทำเอาผมที่ได้เห็นเธอแล้ว ถึงกับต้องตัดสินใจอย่างแน่วแน่เลยว่า ...
คืนนี้เราจะยอมหน้าแหกเพราะคนๆนี้แหล่ะวะ !!!
ว่าแล้วผมก็เดินเข้าไปยืนฟอร์มเนียนต่อแถวรอรับเครื่องดื่มต่อจากเพื่อนๆของเธอ เธอมากับเพื่อนสาวของเธออีก 2 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่พอดีเวลาที่จะเลือกเข้าไปคุยกับใครในผับ เพราะว่าเวลาที่เราได้คุยกับเขาคนนั้นแล้ว เพื่อนๆของเขาก็ยังสามารถจับคู่อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่เหงาอยู่ดี
ผมรวบรวมความกล้าแล้วก็เริ่มต้นที่จะทักทายเพื่อนของเธอก่อน เพราะว่าอยู่ใกล้สุด ...
‘Hey ~ ’ ผมพูด
‘Hi !’ เพื่อนเธอตอบ
‘what’s your friend’s name ?’ ผมไม่รอช้า
‘Jenny ! ’
เพื่อนของเธอตอบชื่อของตัวเอง
‘No !’ ผมไม่รอช้า เพราะเป็นวัยรุ่น และเวลามีน้อย
‘your friend’s name’ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่สาวคนนั้น
เพื่อนของเธอมองไปที่เธอ ทำหน้าเซ็งๆเหมือนหน้าแตก แล้วก็บอกผมมาว่าเธอชื่อ ‘เอลิซ่า’ พร้อมกับสลับที่ให้เธอมายืนใกล้ๆ เราเริ่มทักทายกัน แล้วก็แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ทำให้ผมรู้ว่าเธอนั้นกำลังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังเรียนเกี่ยวกับการโรงแรม และตอนนี้ก็กำลังฝึกงานอยู่ที่โรงแรมในไทเป ผมพยายามอธิบายให้เธอฟังว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เพื่อนของเธอเสียหน้า แต่ผมนั้นไม่รู้ว่าจะทำความรู้จักกับเธอโดยตรงเลยได้อย่างไรโดยที่ไม่ทำให้เพื่อนของเธอนั้นเข้าใจผิด ก้เลยเลือกที่จะเน้นไปที่ทำความรู้จักกับเธอคนเดียว เอลิซ่าบอกผมว่า ‘ไม่เป็นไร’ และ ‘ไม่ต้องกังวล’ ผมจึงเสนอที่จะเลี้ยงเครื่องดื่มให้เธอและเพื่อนๆของเธอ ซึ่งเพื่อนของเธอก็ตอบตกลง โดยที่ไม่มีใครนึกหรือเอะใจเลยว่าเราทุกคนต่างก็มีคูปองแลกเครื่องดื่มเหมือนกันทั้งนั้น ซึ่งก็ทำเอาผมหน้าแตกตอนที่ยื่นตังค์ไปให้บาร์เทนเดอร์เลยเหมือนกัน
สำหรับ Lava แล้ว แม้ว่าราคาบัตรค่าเข้าของที่นี่จะค่อนข้างแพง แต่ในราคานั้นก็ได้รวมค่าเครื่องดื่มที่สามารถเติมได้ไม่อั้น (จนถึงตี 4 ) ไว้ด้วยแล้วเช่นกัน โดยมีกติกาง่ายๆเพียงแค่ว่า อย่าทำแก้วหาย เพราะว่าถ้าทำแก้วหายก็จะต้องจ่ายค่าแก้วเพิ่มอีกประมาณ 100 NT$ และถ้าอยากไปเต้นรำโดยที่ไม่อยากถือแก้วไปด้วย ก็สามารถเอาแก้วมาฝากไว้ที่บาร์ได้ แล้วพอเต้นรำจนพอใจแล้วแล้ว ก็ค่อยกลับมาเอาแก้วที่ฝากไว้
เอลิซ่า กรี๊ดลั่นเมื่อเพลงของ Daddy Yankee ดังขึ้น พร้อมกับดึงแขนของผมเข้าไปบนฟลอร์เต้นรำ แล้วพูดว่า ‘I like this song’ ทำเอาผมที่ไม่ได้ชอบเพลงของ Daddy Yankee ซักเท่าไหร่นัก พลอยเฮฮาไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมก็ว่าได้ ที่ผมมักจะโชคดี ได้ทำความรู้จักกับคนที่มีอัธยาศัยดีอยู่เสมอ ที่สำคัยครั้งนี้ยังโชคดี 2 ชั้น เพราะว่าเพื่อนใหม่คนนี้ยังพอพูดภาษาอังกฤษได้ดีอีกด้วย ผมโม้เธอไปว่าผมมาสัมภาษณ์วง Fahrenheit (ซึ่งจะว่าไปแล้วจะเรียกว่าโม้ก็คงไม่ถูกซักเท่าไหร่หรอก เพราะว่าผมถูกบอกมาอย่างนี้จริงๆ) เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็เต้นด้วยกันอยู่นานจนถึงเวลาเที่ยงคืนกว่า แล้วเพื่อนของเธอคนหนึ่งก็เดินมาพูดอะไรกับเธอ ทำให้เธอทำหน้าเศร้าๆแล้วหันมาบอกผมว่า ‘เธอคงต้องไปอยู่กับเพื่อนของเธอบ้างแล้ว’
‘เธอจะไปคุยกับสาวคนอื่นต่อก็ได้นะ’ เธอพูดต่อ‘ไม่ล่ะ’ ผมตอบเธอไป ‘ผมว่าผมจะกลับโรงแรมแล้ว’
สีหน้าของเอลิซ่ายิ้มดีใจอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราก็แลกเบอร์โทรศัพท์กัน ก่อนที่ผมจะขอแยกตัวแล้วขึ้นแท็กซี่กลับไป
...
ผมเปิดข้อความบนมือถืออ่านดู ข้อความเป็นข้อความสั้นๆเพียง 3 บรรทัดว่า ...
“Last night was fun !
I’m so happy to meet you.”
แล้วผมก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำ พร้อมกับเตรียมตัวออกเดินทางสู่เมือง ‘อี๊ หลาน’